ซื้อบ้านเป็นการลงทุนหรือไม่?

Home_buying

มีหลังไมค์ไม่น้อยถามว่า ซื้อบ้านเป็นการลงทุนหรือเปล่า เพราะซื้อแล้วเราผ่อนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งหนี้ก็หมด แล้วก็ขายได้ราคาแพงกว่าตอนที่ซื้อมา

เช่น กู้เงินซื้อบ้านตอนอายุ 25 ปี ราคา 1 ล้านบาท ผ่อนไปเรื่อยๆจนเกษียณ อายุ 60 ปี หนี้หมด มูลค่าบ้านสูงขึ้น สมมติว่าถึงตอนนั้นบ้านในพื้นที่ดังกล่าวขายกันได้ที่ราคา 5 ล้านบาท เป็นต้น

อย่างนี้จะเรียกว่า “มีกำไรจากบ้านได้หรือเปล่า” และถือว่า “เป็นการลงทุนหรือไม่”

โดยหลักการแล้ว การซื้อบ้านอยู่อาศัยนั้นไม่ถือเป็นการลงทุน เพราะวัตถุประสงค์หลักของการซื้อบ้าน คือ การจ่ายเพื่อหนึ่งในปัจจัยสี่ นั่นก็คือ ที่อยู่อาศัย แต่เป็นการจ่ายที่ท้ายที่สุดเราได้ทรัพย์สินเป็นของตัวเอง (แตกต่างจากการเช่า)

แม้ในมุมหนึ่งเราอาจมองการผ่อนบ้าน เป็นการบังคับออมเล็กๆ เพราะหากเราเริ่มกู้ 1 ล้าน อีก 35 ปี มูลค่าเพิ่มเป็น 5 ล้าน อัตราผลตอบแทนที่ได้นั้นไม่ได้เยอะแยะอะไรเลย เพราะเรามีต้นทุนเป็นหนี้ 1 ล้าน กับดอกเบี้ยอีกเท่าตัว

อัตราผลตอบแทนตกแค่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ เท่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำดีๆของบางธนาคารเท่านั้น ดังนั้นการมองเป็นการบังคับออมจึงเป็นเรื่องที่น่าจะเหมาะสมกว่า

ที่พอมองว่าเป็นการออมได้นั้น เพราะมีผู้ใหญ่ที่รู้จักหลายท่าน ใช้จ่ายซื้อบ้านเป็นส่วนหนึ่งของแผนเกษียณรวย โดยการทยอยผ่อนบ้านตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน

พอเกษียณก็ขายบ้านหลังเดิม ซื้อบ้านหลังเล็กลง (ลูกหลานแยกย้ายไปหมดแล้ว) แล้วก็นำเงินส่วนต่างมาเป็นทุนเกษียณ แบบนี้ก็ถือเป็นการออมเพื่อการเกษียณได้แบบหนึ่ง

อย่างไรก็ดี มีหลายคนที่ผมรู้จัก มองการซื้อบ้านเป็นการลงทุน แล้วก็ซื้อบ้านหลังใหญ่เกินกำลัง จนในที่สุดก็เจอปัญหาสภาพคล่อง และต้องมาปวดหัวหาเงินผ่อน กัดฟันส่งกันฟันสู้กันทุกเดือน

บางคนมองแต่อนาคตว่าถ้าซื้อบ้าน 10 ล้าน แล้วอีก 20-30 ปี ข้างหน้ามูลค่าจะสูงขึ้นไปเท่าไหร่ แต่ไม่ได้มองปัจจุบันว่า ต้องรับภาระทางการเงินหนักแค่ไหน และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผ่อนส่งไม่ไหว

อีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือ mindset ของการซื้อบ้านอยู่เอง กับการซื้อเพื่อการลงทุนนั้น คนละเรื่องกันเลยครับ

ดังนั้น หากใครเอา mindset กู้ซื้อบ้านอยู่อาศัย มาใช้ซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่อให้เช่า รับรองได้เลยว่า … เจ๊ง!

เพราะหากคุณต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง จงเลือกตามใจ เลือกตามที่ชอบ โดยคำนึงถึงภาระในการผ่อนชำระคืนว่าไหวหรือไม่อย่างไร

แต่ถ้าซื้อเพื่อการลงทุน คุณจะมองที่ตัวคุณเองไม่ได้ เอาความชอบของตัวเองตัดสินไม่ได้ ต้องมองที่ลูกค้า ว่าคนในย่านที่คุณจะลงทุนนั้นเป็นคนกลุ่มไหน และชอบอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์แบบใด

หลักคิดผิด การลงทุนก็พังครับ

—————————————————————————————————————————-
หนังสือ “เกมเศรษฐี” ลงทุนให้รวย ด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หนังสือที่จะสอนให้คุณลงทุนในบ้านและคอนโดให้เช่าตั้งแต่เริ่มต้น จนมีทรัพย์สินครอบครองได้จริง มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านซีเอ็ดทั่วประเทศ

มาเล่นเกมเศรษฐีในชีวิตจริงกันเถอะ!

หนังสือเกมเศรษฐี

หนังสือ เกมเศรษฐี เป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงวิธีการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าขนาดเล็ก อาทิ บ้าน และคอนโดมิเนียม โดยอาศัยหลักคิดสำคัญจากเกม Monopoly และเกม Cashflow 101 นั่นคือ

1) ครอบครองทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และ

2) สร้างกระแสเงินสดบวกจากทรัพย์สินนั้น

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นผู้เริ่มต้นได้ศึกษาทั้งแนวคิดและแนวทางในการลงทุนที่ถูกต้อง เรียบง่าย และสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยตัวเองได้ทันที

เนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ภาคที่ 1: เน้นการสร้างหลักคิดที่ถูกต้องในการลงทุน เพื่อสร้างทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์

ภาคที่ 2: เป็นกรณีศึกษา 7 กรณี แสดงแนวทางการคำนวณการลงทุนโดยละเอียด (ใช้เพียงคณิตศาสตร์พื้นฐาน)

ภาคที่ 3: บอกเล่าประสบการณ์การลงทุนครั้งแรก ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การเดินค้นหาทรัพย์ การเจรจาต่อรอง การคำนวณ ไปจนถึงการได้ครอบครองทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดบวก

หนังสือจะวางจำหน่ายครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ 17 ตุลาคมนี้ ที่บูธซีเอ็ด ศูนย์ประชุมสิริกิตต์

และวางจำหน่ายในร้านซีเอ็ดทั่วประเทศ 24 ตุลาคมนี้ …

ทดลองอ่าน: บทที่ 1 หนังสือเกมเศรษฐี

มันมาอีกแล้ว …

shutterstock_85523158

ตราบใดที่ “ความโลภ” ยังอยู่คู่กับมนุษย์ เมื่อนั้นมิจฉาชีพก็ยังหาเครื่องตกเงินมาหลอกลวงคนโลภ คนมักง่าย ที่อยากออกแรงน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูงเกินแรงกายแรงปัญญาอยู่เสมอ

โดยปกติแล้วเครื่องตกเงินของมิจฉาชีพมักมาในรูปแบบ “การลงทุนสำเร็จรูป” ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ใส่เงิน วางเงิน แล้วชวนเพื่อนๆมาร่วมลงทุน

แค่นี้ก็ได้ผลตอบแทนชนิดหาที่ใดในโลกไม่ได้แล้ว

9-10% ต่อเดือน หากคิดแบบโง่ๆง่ายๆ ก็ 108-120% ต่อปี เงินที่เราใส่วันนี้ จะกลายเป็นเท่าตัวในปีหน้า

ยิ่งถ้าชวนเพื่อนมาร่วมลงทุน เราก็จะได้โบนัสพิเศษ เหมือนหัวคิวจากการเสียรู้ของเพื่อนอีกต่อหนึ่ง

หรือยิ่งชวนเพื่อนมาเจ็บตัวได้มาก ยิ่งรวย ว่ากันอย่างนั้น

เจ้ามิจฉาชีพพวกนี้ก็เก่ง เพราะมักทำระบบให้ดูดี มีเว็บไซต์สวยงาม บ้างอ้างว่าไปลงทุนกองทุนในต่างประเทศ บ้างอ้างว่าไปทำอีคอมเมิร์ส

วิธีหลอกเราง่ายๆ ที่ทำให้เราตื่นเต้นก็คือ เมื่อเราวางเงินลงทุน สมมติ 50,000 บาท เว็บเหล่านี้ก็จะทำระบบบัญชีโชว์ใน account ของเราว่า แต่ละเดือนมีเงินเพิ่มขึ้น 5,000 บาท ทุกเดือนๆ

มนุษย์เรานี่ก็แปลก แค่ตัวเลขทางบัญชี เงินยังไม่ได้รับจริง แต่ก็ตื่นเต้น เก็บความมั่งคั่งไว้คนเดียวไม่ได้ ต้องบอก ต้องชวนเพื่อน บ้างด้วยความหวังดีอยากเห็นเพื่อนรวยด้วย แต่บ้างก็เลวร้าย อยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

เมื่อคนมาร่วมลงทุนกันได้มากพอสมควร เว็บเหล่านี้ก็จะปิดตัวลง แล้วหอบเอาเงินหลายสิบหลายร้อยล้านไป อำพรางตัวสักพัก ก่อนที่จะกลับมาในมุขใหม่ ในแบบที่คนซึ่งไม่รู้จักหลาบจำ ต้องตกเป็นเหย่ือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สรุปตัวเลขกำไรที่เห็นว่าได้เยอะๆ คอมมิชชั่นที่โชว์ในบัญชีว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อันตรธานหายไปพร้อมเงินต้นทั้งหมดของเราและผองเพื่อน

แล้วเมื่อถึงวันนั้น คนเหล่านี้ถึงจะรู้ว่าถูกหลอก แล้วก็ร้องโวยวายออกสื่อกันอีกครั้ง

อย่างกรณีล่าสุดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่าง “แชร์เฟสบุ๊ค” ก็เป็นหนึ่งของกรณีต้มตุ๋นที่ว่านี้ด้วยเหมือนกัน

ครั้งแรกที่ผมได้ยินข่าวแชร์ดังกล่าว ผมรู้สึกประหลาดใจกับคนท่ีกล้าเล่นแชร์กับคนที่เราไม่รู้จัก และไม่มีตัวตนให้จับต้องได้อย่างทางเฟสบุ๊คอยู่เหมือนกัน

เพราะขนาดคนสนิทและไว้ใจกัน ยังเบี้ยวแชร์กันออกถมเถ แล้วนี่คนที่แม้แต่หน้าก็ไม่เคยเห็น ชื่อจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่เรากลับกล้าโอนเงินก้อนใหญ่ของเราให้เขาไปหน้าตาเฉยได้ยังไง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์อาจเคยกล่าวไว้ว่า “มีอยู่สองสิ่งที่ไม่สิ้นสุด นั่นคือจักรวาลและความโง่เขลา ของมนุษย์ แต่ผมไม่แน่ใจเท่าใดนักว่าจักรวาลเป็นเช่นนั้น”

ตราบใดก็ตามที่ความโลภยังคงอยู่ในใจนักลงทุนผู้มักง่าย ตราบนั้นมิจฉาชีพผู้ฉ่อฉลก็ยังจะคงมีอยู่ต่อไป เป็นวัฎสงสารแบบนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

บอกอีกครั้งเป็นครั้งที่ร้อย “รวยเร็วเป็นไปได้ รวยง่ายๆ ไม่มี” นะครับ

เริ่มเหลือ … เร่ิมรวย

Saving Tank

 

ประโยคหนึ่งที่ผมมักจะใช้สอนลูกศิษย์เป็นหลักคิดการเงินพื้นฐาน สำหรับการเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่ง ก็คือ …

“เริ่มเหลือ เริ่มรวย”

หลักคิดนี้ถือเป็นหลักปฏิบัติที่เรียบง่าย แต่ใช้ได้จริง เพราะคนเราต่อให้หาได้เยอะเท่าไหร่ ก็รวยไม่ได้หรอก ถ้าสุดท้ายใช้จนหมดไม่มีเหลือ

หรือแม้กระทั่งบางคน สู้อุตสาห์ไปเรียนคอร์สการลงทุนมาตั้งมากมาย หาเงินได้เพิ่มตั้งแยะ แต่ถ้าสุดท้ายก็ยังเป็นคนเดิม นั่นคือ มีเท่าไหร่ใช้หมดไม่มีเหลือ แบบนี้ยังไงก็ยังรวยไม่ได้ครับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะยังไง ถ้าอยากรวย ต้องหัดใช้เงินให้เหลือให้ได้เสียก่อน

ผมเองก็สอนลูกในแบบเดียวกัน ทุกวันที่ให้เงินค่าขนมลูก ผมจะกำชับเขาเสมอว่า “ใช้ยังไงก็ได้ จะซื้ออะไรก็ได้ แต่สุดท้ายต้องเหลือเงินกลับบ้านทุกวัน”

แรกๆ ก็ไม่รอด กินเรียบ แต่หลังๆ พอเริ่มอธิบายเหตุผลว่าทำไมคนเราต้องเก็บเงินไว้ใช้วันข้างหน้า เก็บแล้วมีประโยชน์อย่างไร รวมถึงเล่าเรื่องความจนของพ่อในอดีตให้ฟัง

ได้ผลแฮะ!! เจ้าลูกชายคนโตเหลือเงินกลับบ้านทุกวัน แถมยังลงบัญชีใช้จ่ายทุกวัน จนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ใหญ่ผมมองว่าเก็บออมได้ยากกว่าเด็กๆ เพราะดูเหมือนจินตนาการในการใช้จ่ายจะสูงกว่า เรียกว่าสูงถึงขนาดที่ว่า เงินไม่พอ ก็ยังซื้อได้ 555

เมื่อจินตนาการสูง ก็ต้องใช้ระบบมาจัดการ และระบบการบริหารเงินออมที่ดีที่สุดก็คือ การหักออมแบบอัตโนมัติ

หลักการเดียวกันกับที่สรรพากรหักภาษีคนทำงานประจำนั่นแหละ เหตุผลก็ง่ายๆ และสไตล์เดียวกันเลย

นั่นคือในอดีต การจัดเก็บภาษีใช้วิธี ต๊ะกันไว้ก่อน แล้วปลายปีค่อยมาจ่ายกัน สุดท้ายก็อย่างที่รู้ กินกันเรียบวุธ ไม่มีเหลือจ่ายภาษี แล้วก็เป็นปัญหา และนั่นจึงเป็นที่มาของการหักภาษีก่อนได้รับเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยก็มีเงินเสียภาษีไปแล้วบางส่วน (ส่วนจะต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้คืนค่อยว่ากันอีกที)

ดังนั้น สำหรับผู้ใหญ่ทั้งหลาย ถ้าอยากออมเงินให้ได้ ก็คงต้องใช้วิธีการเดียวกัน นั่นคือ หักบัญชีแบบอัตโนมัติ โดยการเปิดบัญชีเงินฝากอีกหนึ่งบัญชี* (ไม่ต้องทำ ATM) ผูกไว้กับบัญชีเงินเดือน แล้วแจ้งธนาคารให้หักเงินออกจากบัญชีทันทีที่เงินเดือนออก จะ 10% 20% หรือจะเริ่มจากสัก 5% ก็ยังพอไหว เพียงแค่นี้ก็พอจะมั่นใจได้แล้วว่า เราจะมีเงินออมได้ทุกเดือน

(*หรือใครที่ Advance ขึ้นมาหน่อย จะเปิดเป็นบัญชีกองทุนรวมตลาดเงิน หรือตราสารหนี้แทนก็ได้)

สำหรับคนที่เป็นหนี้เยอะ มีภาระต้องใช้หนี้ต่อเดือนสูง ผมยังคงแนะนำให้กัดฟันออมแบบตัดบัญชีให้ได้สัก 2-3% ก็ยังดีครับ เพราะแม้จะเป็นหนี้ เราก็สามารถเร่ิมต้นนิสัยความมั่งคั่งได้ แต่ถ้าเป็นหนี้ถึงขนาดไม่พอกินไม่พอใช้ อันนั้นก็ไม่ว่ากัน ชำระหนี้ให้พอมีสภาพคล่องเหลือก่อนก็น่าจะดี

ช่วงนี้เพิ่งเข้าเดือนใหม่ ใครที่ยังไม่เคยออมได้ ผมแนะนำให้ทำวิธีนี้กันเลยนะครับ เริ่มเหลือ จะได้เริ่มรวย กันตั้งแต่เดือนนี้เลย

อะไรนะ … เงินหมดแล้ว ไม่ทันแล้วเหรอ

GOOD BYE RAT RACE #8: พอร์ตเกษียณเร็ว (ตอนที่ 2)

 

ในครั้งก่อนเราได้พูดคุยกันถึงเรื่องวิธีการเกษียณเร็ว นั่นก็คือ การสร้างพอร์ตรายได้จากทรัพย์สิน (หรือ Passive Income) ให้มากกว่า รายจ่ายรวม (Total Expense) ในแต่ละเดือน และได้เกริ่นถึงเครื่องมือต่างๆ ในการสร้างรายได้จากทรัพย์สินกันไว้ในตอนที่แล้ว

ในตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงวิธีการจัดพอร์ตเกษียณเร็วกันครับ …

สมมตินายจักรพงษ์​ ปัจจุบันอายุ 25 ปี (ลดอายุไปเยอะเลยทีเดียว 555) วางแผนอยากจะเกษียณเร็วในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยประเมินจากรายจ่ายในปัจจุบัน คาดว่าในตอนอายุ 35 ปี เขาน่าจะมีรายจ่ายตกเฉลี่ยต่อเดือน 50,000 บาท 

ดังนั้นเขาจึงวางแผนเกษียณเร็ว โดยมีเป้าหมายพอร์ตรายได้จากทรัพย์สินในตอนอายุ 35 ปี เท่ากับ 60,000 บาท เพื่อให้นอกจากมีเงินใช้ทุกเดือนแล้ว ยังมีเงินเหลือเก็บได้อีก 10,000 บาทเป็นประจำทุกเดือนด้วย

นายจักรพงษ์เลือกจัดพอร์ตเกษียณของตัวเองไว้ดังนี้ …

 

ตัวอย่างพอร์ตเกษียณเร็ว

 

ถ้ายังจำกันได้ถึงหลักคิดเรื่องของ ชีวิต – ความมั่งคั่ง – การเรียนรู้ ที่ได้คุยกันมาแล้วในตอนก่อนๆ

เมื่อเราทราบแล้วว่าชีวิตต้องการอะไร … “อิสรภาพทางการเงินและเวลา จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวและส่ิงที่รัก”

สิ่งที่เราต้องการนั้นมีเงินมาเกี่ยวข้องและเป็นเครื่องสนับสนุนชีวิตยังไง … “แผนเกษียณเร็ว” โดยอาศัยการสร้างทรัพย์สิน (ซึ่งในที่นี้คือ ธุรกิจ หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า) ให้มี Passive Income 60,000 บาท

สุดท้ายก็ต้องมาเปลี่ยนแผนเกษียณเร็วให้กลายเป็น … การเรียนรู้และลงมือทำ

ในขั้นตอนนี้ให้กำหนดเป็นแผนเกษียณเร็วหรือแผนการสร้างทรัพย์สิน ให้มีรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเริ่มต้นเรียนรู้และลงมือทำ จนเกิดผลในแบบที่ต้องการได้

เช่น นายจักรพงษ์ ตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า 25,000 บาทต่อเดือน โดยกำหนดเป็นแผนการเรียนรู้และลงมือทำในช่วง 10 ต่อจากนี้ไว้ ดังนี้

 ลงทุนซื้อคอนโดฯ มือสอง ในแนวรถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน ระดับราคา 2-3 ล้านบาท เพื่อปล่อยเช่า จำนวน 4 ห้อง โดยใช้เงินธนาคาร 90-100%

กำหนดเกณฑ์ค่าเช่าหักลบค่าใช้จ่าย (รวมเงินผ่อนธนาคาร) ให้มีส่วนต่างขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือนต่อห้อง

ใช้เวลาช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ค้นหาทรัพย์สินทางอินเทอร์เน็ต และนัดหมายโบรกเกอร์ทุกวันเสาร์ช่วงเช้า เพื่อลงพื้นที่สำรวจทรัพย์สินที่สนใจจะซื้อ ตั้งเป้าหมายดูอสังหาฯไม่ถึง 80 ห้องไม่เลิก (อัตราส่วนทรัพย์สินที่เหมาะกับการลงทุน เป็น​ 20:1 หรือลงดูทรัพย์สิน 20 แห่ง อย่างโชคร้ายที่สุด คุณน่าจะพบทรัพย์สินที่ลงทุนได้ 1 แห่ง)

เมื่อซื้อลงทุนแล้ว ให้ทยอยย้ายชื่อตัวเองเข้าไปในทะเบียนบ้าน ห้องละ 1 ปี เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3 เปอร์เซ็นต์ หากต้องขาย ในกรณีที่มีข้อเสนอดีๆ และมีส่วนต่างกำไรมากพอ

ทุกๆ 3 ปี ทำการรีไฟแนนซ์เงินต้นที่ยังค้างอยู่ เพื่อลดค่าผ่อนชำระ อีกทั้งอาจพิจารณาเพิ่มค่าเช่า (ถ้าทำได้) ในกรณีที่ราคาค่าเช่าในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเพิ่มส่วนต่างกระแสเงินสดต่อเดือน

ฯลฯ

หรืออย่างเป้าหมายการลงทุนในหุ้นที่ต้องการเงินปันผลเดือนละ 5,000 บาท หรือ 60,000 บาทต่อปี ก็อาจคิดกลับง่ายๆว่า หุ้นปันผลชั้นดีในบ้านเราให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลเฉลี่ย 3-4 เปอร์เซ็นต์ 

สมมติว่าคิดที่ 4 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากได้เงินปันผลปีละ 60,000 บาท ก็ต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อยเท่ากับ 1.5 ล้านบาท (คำนวณโดยเอา 60,000 หารด้วย 4%)

และนั่นคือโจทย์ที่เราต้องหาเงินมาลงทุนในหุ้นปันผลว่า จะเอามาจากไหน สะสมเป็นก้อนแล้วค่อยลง หรือจะทยอยซื้อสะสมไปเรื่อยๆ เมื่อมีจังหวะ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือ แนวคิดการจัดพอร์ตเกษียณเร็วเบื้องต้น ถ้าใครสนใจผมแนะนำว่าให้เริ่มลองทำได้เลยนะครับ ทำแล้วก็ค่อยๆ เรียนรู้และลงมือทำกันไป สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แผนการนี้ประสบความสำเร็จได้ ก็คือ การมีวินัยและอดทนมากพอที่จะลงมือทำและเรียนรู้ต่อเนื่องไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

GOOD BYE RAT RACE #7: พอร์ตเกษียณเร็ว (ตอนที่ 1)

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จมีอิสรภาพทางการเงินในแบบที่ต้องการได้ ก็คือ การมีแผนการ หรือแผนที่ทางการเงินที่ชัดเจน

โดยหลักการทั่วไป คนเราจะมีอิสรภาพทางการเงินได้ ก็ต่อเมื่อ รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) มากกว่ารายจ่ายรวม (Total Expense)  หรือมีรายได้ที่ไม่ต้องทำงาน มากกว่า รายจ่ายรวม

ด้วยเหตุนี้โจทย์แรกที่เราจะต้องรู้ให้ชัดเจนก่อนก็คือ รายจ่ายต่อเดือนปัจจุบันของเราเป็นเท่าไหร่ เมื่อทราบแล้วก็นำมากำหนดเป็นเป้าหมายทางการเงิน

ในตอนเริ่มต้นวางแผนออกจากสนามแข่งหนู เมื่อ 11 ปีก่อน ผมมีรายจ่ายต่อเดือนๆละ 30,000 บาท เลยวางเป้าหมายเบื้องต้นไว้ว่า ถ้ามีรายได้จากทรัพย์สินเดือนละ 40,000 บาท ก็น่าจะดี

ทุกเดือนมีเงินพอกินอยู่ใช้จ่าย โดยไม่ต้องทำงานทุกวัน (หรือบางเดือนอาจไม่ได้ทำงานเลย) และยังมีเงินเก็บเงินออมได้อีก 10,000 บาททุกเดือน สำหรับลงทุนเงินให้พอกพูน ต่อยอดความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับเครื่องมือที่จะทำให้คนเรามีรายได้จากทรัพย์สินได้นั้น ก็มีมากมายหลายอย่างแล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน ถนัดแบบไหน และตั้งใจว่าจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ

1) ตราสารการเงิน (Paper Asset)

คนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการสร้างกิจการของตัวเอง ไม่ชอบการบริหารจัดการที่ยุ่งยาก ไม่ชอบยุ่งกับคน ก็มักเลือกใช้เครื่องมือกลุ่มตราสารทางการเงิน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง พันธบัตร หุ้น และกองทุนรวม เป็นต้น

เครื่องมือกลุ่มนี้สร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) จากทรัพย์สินในรูปของ ดอกเบี้ย และเงินปันผล

ข้อดีก็คือ ใช้เงินจำนวนไม่มากก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ สภาพคล่องในการลงทุนค่อนข้างดี แต่ก็มีข้อเสียที่ควบคุมการลงทุนของตัวเองแทบไม่ได้เลย (ปัจจัยภายนอกเยอะ) ใช้เงินคนอื่นลงทุนไม่ได้ และต้องลงทุนในจำนวนเงินที่สูงกว่าจะได้กระแสเงินสดในระดับที่ต้องการ เช่น หากต้องการเงินปันผลจากหุ้นเดือนละ 10,000 บาท หรือ 120,000 บาทต่อปี ด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 3-4% ต่อปี คุณอาจต้องใช้เงินลงทุนถึง 3 ล้านบาท

2. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)

หมายถึง การลงทุนในกลุ่มทรัพย์สินให้เช่าทั้งหลาย อาทิ บ้านเช่า คอนโด ตึกแถว หอพัก อพาร์ทเมนท์ ที่ดิน ลานจอดรถ ฯลฯ โดยมุ่งหวังผลตอบแทนในรูปเงินสดจาก ค่าเช่า เป็นหลัก

ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็คือ การใช้เงินคนอื่นมา Leverage เพื่อสร้างผลตอบแทนของเราให้สูงขึ้น กระแสเงินสดที่ได้รับค่อนข้างแน่นอน ไม่หวือหวา การบริหารจัดการไม่ยุ่งยากมากนัก

แต่ก็มีข้อเสีย คือ สภาพคล่องในการลงทุน ที่จะซื้อขายกันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา และยิ่งหากลงทุนผิดพลาด ก็มีโอกาสท่ีเสียสภาพคล่องทางการเงินไปได้ด้วย

3. ธุรกิจ (Business)

การสร้าง Passive Income จากธุรกิจ หมายถึง การสร้างธุรกิจขึ้นมา พร้อมกับระบบในการบริหารจัดการ เพื่อให้คนอื่นจัดการงานแทนเราได้ ไม่ต้องทำงานทุกวัน หน้าที่หลักสำคัญของเจ้าของกิจการ ก็คือ การสร้างระบบและคอยติดตามควบคุม

ข้อดีของการสร้างรายได้จากธุรกิจ ก็คือ อัตราสร้างผลตอบแทนที่สูงมาก สร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน บางกิจการสามารถสร้างการลงทุนโดยใช้เงินลงทุนต่ำหรือไม่ใช้เงินตัวเองได้ (โดยเฉพาะธุรกิจอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน) แต่มีข้อเสียก็คือ ต้องอาศัยทักษะในการบริหารจัดการที่สูง โดยเฉพาะกับคน 

4. ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

หมายถึง สิ่งมีมูลค่าที่เกิดจากความคิดของเรา เช่น งานเขียน งานเพลง ภาพวาด ภาพถ่าย สิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ ลักษณะการสร้างรายได้ของทรัพย์สินกลุ่มนี้อาจทำได้ทั้งเจ้าของลงมือสร้างเอง เช่น พิมพ์หนังสือขายงานเขียนตัวเอง หรืออาจใช้ทรัพยากรคนอื่น (Other People’s Resource, OPR) โดยการขายลิขสิทธิ์งานเขียนให้กับสำนักพิมพ์จัดพิมพ์และจัดจำหน่าย เป็นต้น

ในปัจจุบันสังคมความรู้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ก็สามารถสร้างรายได้จากความรู้ตัวเอง โดยจัดทำมันขึ้นมาในรูปแบบลิขสิทธิ์ ก็จะสามารถมีรายได้จากทรัพย์สินได้

ทั้งหมดข้างต้นเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถช่วยให้เราเกษียณเร็ว ออกจากสนามแข่งหนู และมีอิสรภาพทางการเงินในแบบของตัวเองได้

ส่วนใครจะหยิบจับมาใช้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ซึ่งในตอนที่ 2 เราจะมาคุยถึงวิธีในการจัดทรัพย์สินเหล่านี้เข้าพอร์ตเกษียณเร็วกันครับ

 

MONEY LITERACY FOR KIDS #6: เรียนรู้เรื่องเงินจากค่าอาหาร

เกริ่นหัวข้อมาอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าครอบครัวผมจะซีเรียสกันถึงขนาดคุยเรื่องเงินกันบนโต๊ะอาหารหรอกนะครับ 

เพียงแต่ต้องการจะเล่าให้ฟังว่า ผมมักใช้การรับประทานอาหารกับลูก โดยเฉพาะการทานอาหารนอกบ้านเป็นเครื่องมือในการสอนพวกเขาเรื่อง “การประหยัด” และ​ “การใช้เงินให้คุ้มค่า” อยู่เสมอ

วิธีการสอนแบบนี้มันเริ่มต้นมาจากทุกครั้งที่ไปทานอาหารกันนอกบ้าน เมื่อถึงเวลาเรียกเก็บเงิน ทันทีที่ได้ยินราคาอาหาร ออกัสลูกชายคนโตของผมมักจะเอ่ยถามขึ้นมาเสมอว่า “แพงหรือไม่แพง”

การอธิบายเรื่องความ “คุ้มค่า” นั้น เราใช้ราคาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะหลายครั้งการซื้อของที่มีราคาแพง แต่ใช้ได้นาน สวย ทนทาน หรืออร่อยและถูกปากมากกว่า ฯลฯ ก็อาจคุ้มค่ามากกว่าของที่มีราคาถูกก็เป็นได้

ดังนั้นเรื่องแบบนี้เราจึงต้องใช้การเปรียบเทียบครับ

หลังจากที่เจ้าลูกชายเริ่มเข้าใจตัวเลข และบวกลบเลขได้บ้างแล้ว ผมชอบที่จะนำบิลค่าอาหารมานั่งดูไปพร้อมๆกับพวกเขา พร้อมๆกันกับอธิบายราคาของสินค้าแต่ละจาน ราคารวม เงินที่จ่ายให้ไป และเงินทอน

เรื่องแบบนี้ไม่ถึงกับต้องบวกหรือกดเครื่องคิดเลขกันตรงนั้นให้ได้ตัวเลขถูกต้อง 100% ครับ เพียงแต่เข้าใจ concept การบวกการลบ ก็ใช้ได้ (หลายครั้งออกัสชอบนำบิลกับไปคิดตัวเลขต่อที่บ้าน)

(ปัญหาประการหนึ่งของการเรียนคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้ผล ก็คือ การเรียนบวกลบแต่ตัวเลขสัญลักษณ์ เช่น 123 + 234 = ? ซึ่งแม้จะมีความพยายามตั้งโจทย์ปัญหามาให้การเรียนดูสนุกขึ้น แต่ก็สู้การเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเขาไม่ได้)

วันหนึ่งครอบครัวเราเดินทางเที่ยวกันทั้งวัน กลางวันเราทานพิซซา ตอนเย็นเราทานอาหารในฟู้ดคอร์ทกัน ตกค่ำผมนำบิลราคามาเปรียบเทียบกันให้ลูกๆดู

“เห็นมั้ยทานพิซซามื้อเดียวเราใช้เงินไป 877 บาท แต่ตอนเย็นเราทานข้าวขาหมู ทานก๋วยเตี๋ยว จ่ายรวมกันแค่ 282 บาทเอง” ผมเริ่มการสนทนา โดยแจกแจงค่าใช้จ่ายให้ลูกฟัง

“แถมอาหารที่เราทานตอนเย็นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าพิซซาด้วย ถูกกว่า ประหยัดกว่า แถมยังดีต่อสุขภาพมากกว่า อย่างนี้เราเรียกว่า คุ้มค่า เข้าใจมั้ยครับ” ผมค่อยๆอธิบายแล้วพูดชี้นำเล็กน้อย

“มันแพงกว่ากันเยอะมั้ยครับพ่อ”​ ออกัสเอ่ยปากถาม ในขณะที่เจ้าตัวเล็กนั่งฟังลูกพี่อย่างตั้งใจ

“เยอะนะ คิดดูสิ เงินที่เราใช้ซื้อพิซซา สามารถนำมาจ่ายค่าอาหารแบบในมื้อเย็นวันนี้ได้ตั้ง 3 มื้อ ซึ่งเท่ากับ 1 วันเลยนะ”

“งั้นคราวหน้า พวกเราก็กินพิซซ่าไม่ได้ เพราะมันแพง”​ เจ้าตัวเล็กพูดดูเศร้าๆ

“กินได้ แต่ไม่ควรกินบ่อย เพราะพิซซานั้นราคาสูง กินบ่อยๆก็จะสิ้นเปลือง แถมยัง Unhealthy ไม่ดีต่อสุขภาพ ถ้ากินเยอะเกินไป” ผมอธิบายให้ลูกฟัง

เจ้าสองลิงเงียบไปสักครู่ สีหน้าดูเหมือนเข้าใจกับบทเรียน แต่ก็รู้สึกขัดใจเพราะตัวอย่างในการเปรียบเทียบคุ้มค่า คือ “พิซซา” ของโปรดของพวกเขา

เห็นนิ่งไปนาน ผมจึงให้ลูกสรุปสิ่งที่ผมสอนให้ฟัง

“เอ้าตกลงวันนี้ได้อะไรจากเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟังบ้าง”​ ผมชวนลูกๆตกผลึกจากสิ่งที่ได้คุยกัน 

ออกัสเงียบไปนิดนึง ก่อนสรุปบทเรียนได้ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างสิ้นเชิง

“ออกัสว่าของที่ Unhealthy มักจะอร่อยนะครับพ่อ” … 555 สรุปได้ตรงตามเรื่องที่สอนมั๊กๆ

 

MONEY LITERACY FOR KIDS #5: เริ่มสอนเรื่องเงินให้ลูก … เมื่อไหร่ดี

 

มีบางตำราว่ากันว่า เราควรสอนเรื่องเงินตั้งลูกเริ่มรู้จักตัวเลข และบวกลบเลขเป็น …

ในมุมมองของผม จริงๆแล้วเราสอนเรื่องเงินก่อนหน้านั้นได้ ผมว่าตั้งแต่เริ่มพูดคุยกันรู้เรื่องเลยก็จะดี เพราะหลายๆครั้ง เงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันหมายรวมไปถึงอุปนิสัยและความคิด ซึ่งพ่อแม่สามารถเริ่มปลูกฝังให้กับพวกเขาได้ทันทีที่สื่อสารกันรู้เรื่อง

โดยเฉพาะเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “การประหยัด” เราสามารถเริ่มสอนลูกได้เลย โดยไม่ต้องรอให้เขาบวกเลขเป็น 

ยกตัวอย่างเช่น นิสัยการใช้และดูแลรักษาสิ่งของของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า หนังสือนิทาน เครื่องเขียน และของเล่น พ่อแม่ควรบอกเหตุผลของการจัดเก็บสิ่งของเหล่านี้ให้ดี ดีกว่าพร่ำบ่น แล้วก็ดุให้เขาเก็บของให้เป็นที่เป็นทางแต่เพียงอย่างเดียว

“ของใช้ของเล่น ถ้าเก็บให้ดี เก็บให้เป็นระเบียบ คราวหน้าเวลาจะใช้จะเล่นก็หาง่าย แล้วก็ใช้ได้นาน ยิ่งของเล่นสนุกๆ เราจะยิ่งเล่นได้นานๆเลย ดีมั้ยลูก” …

หรือเวลาพาเขาไปเลือกซื้อของเล่น พ่อแม่ควรเปิดโอกาสห้เขาคิดและตัดสินใจเลือกของเล่นด้วยตัวเอง ในขั้นตอนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีความพยายามและอดทนให้มากพอที่จะพูดคุย อธิบาย ถึงทางเลือกแต่ละทาง ไม่โกรธ เวลาลูกยืนกรานความเห็นตัวเองที่ในสายตาเราดูแล้วไม่มีเหตุผล 

การสอนให้รู้จักเลือก และตัดสินใจด้วยเหตุผล ถือเป็นการสอนเรื่องเงินๆทองๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน 

ครั้งหนึ่งเจ้าลูกชายผมอยากได้หุ่นยนต์ IRON MAN ราคาแพง ในขณะที่ผมพยายามนำเสนอ LEGO ชุดใหม่

เจ้าลูกชายให้เหตุผลว่า LEGO ที่บ้านมีเยอะแล้ว เลยอยากได้ชุดฮีโร่นี้แทน ผมตอบตกลงแบบมีเงื่อนไขว่า ถ้าซื้อชุดฮีโร่ IRON MAN เราจะไม่ซื้อของเล่นกันอีก 3 เดือนนะ เพราะมันเกินงบที่พ่อตั้งเอาไว้ เจ้าลูกชายไม่เข้าใจเรื่องงบประมาณอะไรนั่นหรอก เขาได้แต่พยักหน้า เพราะอยากได้ของเล่นใหม่

แต่ผมก็ยึดมั่นตามกติกา ไม่นานเขาลืม เขาก็มาขอให้ซื้อของเล่นให้ แต่ผมก็ปฏิเสธ ด้วยต้องการให้เขาเข้าใจคำว่ากติกาและทางเลือก

อีกเรื่องที่สำคัญมาก ที่พ่อแม่ควรสอนตั้งแต่เด็ก ก็คือเรื่อง “การประหยัด” และ “การออม”

สิ่งเหล่านี้สอนไม่ยาก เพราะเราสามารถกำหนดเป็นกติกากับของใช้ต่างๆของเขาได้ 

สมุด ดินสอสี กระดาษ การตักอาหาร การรับประทานอาหารให้หมด การเล่นของเล่นไม่ให้เสียหาย ฯลฯ เหล่านี้สามารถเราสามารถอธิบาย และสอนเขาได้ถึงเรื่องการประหยัดทั้งสิ้น

อีกเรื่องที่ผมจะสะกดจิตลูกตั้งแต่เด็ก ก็คือ การออม

ตั้งแต่ขวบเศษๆ ผมจะซื้อกระปุกให้ลูกคนละ 1 ใบ แล้วให้เขาหยอดเหรียญสลึงเหรียญบาทคนละ 2-3 เหรียญ ก่อนนอนทุกคืน จนเขารู้สึกว่ายังนอนไม่ได้ เพราะวันนี้ยังไม่ได้หยอดเหรียญเลย

ไม่น่าเชื่อ … พอโตขึ้นเขาเริ่มเก็บเงินของเขาเองโดยที่ผมไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ไม่ต้องคอยเตือน

จะเห็นได้ว่าการสอนเรื่องเงินให้กับเด็กนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องยากเลย สำคัญอยู่ที่ผู้ปกครองจะใส่ใจและอดทนอธิบาย และหาวิธีการสอนที่เหมาะกับลูกของตนได้อย่างไร

เด็กยังไงก็คือเด็ก เป็นไม้อ่อนที่ยังดัดง่าย ผู้ใหญ่นี่สิ ดัดแล้วดัดอีก ดัดยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยน

 

GOOD BYE RAT RACE #6: เสบียงสำรอง

 

สำหรับคนที่วางแผนจะมีอิสรภาพทางการเงิน พื้นฐานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีไม่ได้ ก็คือ การสะสมเงินสำรองไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน (Emergency Basket)

การสะสมเงินก้อนที่ว่านี้อาจไม่ได้มากมายถึงขั้นทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองรวย หรือมีเงินมากมาย แต่ก็มากพอท่ีจะใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายในวันที่ชีวิตเกิดเรื่องไม่คาดฝัน อาทิ ตกงาน ถูกเบี้ยวค่าแรง หรือจ่ายไม่ตรงเวลา ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่มให้กับตัวเอง

สำหรับคนทำงานทุกคน ผมแนะนำว่าเราควรจะมีเงินออมเก็บสะสมไว้ให้มีเพียงพอใช้จ่ายได้อย่างน้อย 6 เดือน 

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากตัวเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือน ตกเฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท ก็ควรมีเงินสะสมเอาไว้เผื่อสำรองใช้จ่าย เท่ากับ 30,000 x 6 = 180,000 บาท

แต่สำหรับคนที่วางแผนจะลาออกจากการทำงานมาเป็นผู้ประกอบการ หรือทำอาชีพฟรีแลนซ์ ก็อาจเผื่อเหลือเผื่อขาด เผื่อแผนการไม่เป็นไปดังที่ใจหวังเพิ่มอีกสัก 6 เดือน รวมเป็น 1 ปีเลยก็น่าจะเข้าที

จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาของผม พบว่าหลายคนที่ทำกิจการส่วนตัวและฟรีแลนซ์ไม่คิดเผื่อเงินก้อนนี้ไว้ เมื่อเริ่มกิจการหรือเริ่มชีวิตฟรีแลนซ์แล้วพบกับสภาวะรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้หลายคนต้องเข้าสู่วงจรหนี้ ส่งผลให้ชีวิตเจ้าของกิจการและอาชีพอิสระจบลงแบบไม่สวยเท่าไหร่ 

อะไรใดๆในโลกการเงินและการลงทุนนั้น เผื่อไว้สักนิด เหลือย่อมดีกว่าขาดเสมอครับ

โดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่วางแผนการเงินกับผม ผมมักจะแนะนำให้เก็บสะสมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นเป้าหมายแรกของการออมเงิน 

10 เปอร์เซ็นต์ที่เราหักสะสมก่อนใช้จ่ายในแต่ละเดือน ให้นำมาสะสมในเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินให้เต็มก่อนเป็นอันดับแรก (คนที่ยังติดปัญหาหนี้สิน ก็เริ่มออมได้ตามกำลังนะครับ)

ในระหว่างเดือนระหว่างปี หากมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาในชีวิต อาทิ คอมมิชชั่น โบนัส เงินปันผล หรือรายได้อื่นๆ ก็สามารถแบ่งมาเติมตะกร้านี้ เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมาย 6 เดือนได้เร็วยิ่งขึ้น

หลายคนฟังตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกท้อ เพราะจะว่าไปการเก็บเงินสำรองให้ได้ถึงเพียงพอใช้จ่าย 6 เดือนนั้น ถ้าไม่มีวินัยมากพอ ต้องยอมรับครับว่า ไม่ง่ายเลย

คิดง่ายๆ เก็บออมเดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าหมาย 600 เปอร์เซ็นต์​ (6 เดือน โดยประมาณ) ก็ต้องใช้เวลาเก็บกันอย่างน้อย 60 เดือน หรือ 5 ปี 

แต่ก็อย่างที่บอกครับว่า ถ้ามีวินัยมากพอ และมีรายได้ทางอื่นแล้วรู้จักจัดสรรและบริหาร เช่น ทุกครั้งที่ได้คอมมิชชั่น โบนัส หรือเงินปันผล เราตั้งเป็นกติกากับตัวเองเลยว่าจะออมครึ่งหนึ่ง แล้วกินใช้จ่ายเติมเต็มความสุขอีกครึ่งหนึ่ง เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็ง่ายและเร็วขึ้นได้แล้ว

คิดง่ายๆ ปีหนึ่งเราได้โบนัสสัก 2 เดือน แล้วเก็บออมในตะกร้าเผื่อฉุกเฉินสัก 1 เดือน แค่นี้ก็ได้เงินออมเพิ่มอีก 1 ใน 6 ของเป้าหมายแล้ว (5 ปี ก็จะเหลือแค่ 3 ปี)

อีกคำถามหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ เราควรนำเงินก้อนที่สะสมเพื่อสำรองเผื่อฉุกเฉินไปเก็บไว้ที่ไหนดี ควรนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยดีหรือไม่

หลักคิดสำคัญของเงินก้อนนี้ ก็คือ การเตรียมพร้อมไว้รับมือกับภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้น เงินก้อนนี้ต้องพร้อม มีสภาพคล่องสููง และไม่ควรอยู่ในที่ที่อาจทำให้มูลค่าของเงินผันผวน เพิ่มหรือลดอย่างรวดเร็วตามภาวะตลาด

ด้วยเหตุนี้ทองคำ หุ้น และอนุพันธ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรลืมไปได้เลย เพราะมีความผันผวนสูง

ในขณะเดียวกัน ประกัน หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ล๊อคเงินกันยาวๆ ก็อาจไม่เหมาะเช่นกัน เพราะสภาพคล่องต่ำ

ที่น่าจะเหมาะและแนะนำก็คือ เงินฝาก จะออมทรัพย์หรือประจำก็ได้ เพราะถอนได้หมด เงินต้นไ่ม่ลดหายไปไหน (เต็มที่ก็โดนเงินเฟ้อแทะนิดหน่อย)

หรืออาจเลือกกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) หรือตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) ภาครัฐ ที่ลงทุนในพันธบัตรหรือตั๋วเงินคลัง (หุ้นกู้เอกชนชั้นนำก็ยังพอไหว) เพราะพวกนี้ก็สภาพคล่องใช้ได้ ถอนวันนี้พรุ่งนี้ได้เงิน และความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลดลงก็ต่ำมาก ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจ

ถึงตรงนี้ใครหลายคนที่ห่วงเรื่องการลงทุนอาจจะแย้งว่า รอจนเก็บเงินสำรองได้ครบ กว่าจะได้เริ่มลงทุน เสียโอกาสกันพอดี 

เรื่องนี้ผมกลับเห็นต่างครับว่า ถ้าเงินแค่แสนสองแสนยังเก็บไม่ได้ ผมว่าอย่าหวังอะไรเรื่องการลงทุนเพื่อความร่ำรวยเลยครับ และในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถเก็บเงินเพิ่มอีกก้อน แบ่งเงินโบนัสหรือคอมมิชชั่นไปสะสมเพ่ิมได้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อการลงทุนได้ (แถมการลงทุนบางอย่างไม่ต้องใช้เงินตัวเองเสียด้วยซ้ำ)

ระหว่างนี้ก็ศึกษาหาความรู้เพื่อตัวเองให้พร้อม หรือจะทยอยลงทุนขนานกันไปได้ ก็ทำได้สบายๆครับ 

โลกแห่งการเงิน ไม่ได้มีเฉพาะ “โอกาส” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ภัย” ทางการเงินที่หากเราไม่เตรียมตัวให้ดีให้พร้อม ชีวิตเราก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงตลอดเวลา 

ที่สำคัญก็คือ เรารู้ตัวหรือเปล่าว่า ทุกวันที่ใช้ชีวิตอยู่นี้ “เราทุกคนมีความเสี่ยง”

 

GOOD BYE RAT RACE #5: เศษก้อนหินในรองเท้า

 

ในบางครั้งอุปสรรคของการเดินทางไกล อาจไม่ใช่สิ่งกีดขวาง หรือความยากลำบากใดๆที่รออยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ภูเขา ไม่ใช่ทะเลทราย ไม่ใช่แม่น้ำ หรือป่ารกทึบ

แต่มันคือ … เศษก้อนหินเล็กๆในรองเท้าของเราเอง 

ยิ่งเดินไกล ก็ยิ่งกดทับ ยิ่งเดินนาน ก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งระบมเท้า ที่สำคัญเป็นความรำคาญเล็กๆที่กวนจิตกวนใจไปตลอดการเดินทาง ทั้งที่การจัดการกับปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลย เพียงแค่หาที่เหมาะๆหยุดพัก ถอดรองเท้า แล้วเคาะหรือสลัดมันออกจากรองเท้าเท่านั้นเอง

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินของใครหลายคน ในบางครั้งก็ติดกับปัญหาเล็กๆที่คอยกวนใจอย่างปัญหาหนี้สินได้เหมือนกัน ถ้าปล่อยไว้ ไม่ปลด ไม่เคลียร์ให้จบๆไป ก็ต้องมีเรื่องกวนใจกันไปตลอดเส้นทางการสู่ความมั่งคั่ง และบางทีอาจส่งผลทำให้ไปไม่ถึงจุดหมายเลยก็เป็นได้

สำหรับทุกท่านที่มีฝันอยากมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ยังติดปัญหาหนี้สินคอยฉุดคอยรั้งไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า หรือเดินไปได้ช้ากว่าที่ฝันไว้ ผมแนะนำให้แวะพัก ถอดรองเท้า แล้วเอาก้อนหินออกจากรองเท้ากันตั้งแต่วินาทีนี้เลย

วิธีการปลดหนี้สำหรับหนูที่มีความฝันอย่างพวกเรา มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

1. หยุด ! ก่อหนี้ โดยเด็ดขาด 

2. จัดการรายการหนี้สินโดยละเอียด เพื่อจัดทำแผนการชำระหนี้ ดังแสดงในตาราง

 ตารางจัดการหน้ีสิน

                                                   

3. หาเงินก้อนจากโบนัส คอมมิชชั่น ค่าแรงพิเศษ ปันบางส่วนมาชำระหนี้ 

4. พิจารณาขายหนี้สินที่คิดว่ายังไม่จำเป็น หรือจำเป็นแต่ผ่อนไม่ไหวออกไปจากชีวิตไปบ้าง เช่น รถยนต์ เป็นต้น

5. กรณีที่ยังพอมีเครดิตกู้ยืมเงินได้ อาจดำเนินการกู้เงินก้อนที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำ มาโปะหรือปิดหนี้บางรายการออกไป เพื่อลดภาระเงินผ่อนต่อเดือน

6. ทำแผนการผ่อนชำระหนี้อย่างชาญฉลาด จัดลำดับให้ปลดหนี้ทีละรายการ โดยเลือกจากรายการที่มีโอกาสปิดชำระได้หมดก่อน ดูรายละเอียดวิธีการได้ที่ 

http://www.youtube.com/watch?v=Jkmojsl7dnw&list=PLb60bms3dmUXaYif21XM8ObjixdbylzIE

7. กรณีที่ผ่อนชำระขั้นต่ำแล้วก็ยังติดลบ อันนี้ถือเป็นคนไข้ระดับอาการโคม่าเลยทีเดียว และแนวทางแก้ไขแต่ละทางก็ล้วนแล้วแต่เจ็บปวดทั้งสิ้น อาทิ

7.1 เข้าพูดคุยประนอมหนี้กับธนาคาร (อาจส่งผลถึงเครดิตทางการเงิน)

7.2 ถอนเงินออมเพื่อการเกษียณ อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินออมในประกันชีวิต ฯลฯ มาชำระหนี้

7.3 นำบ้านปลอดภาระมาเข้าไฟแนนซ์เพื่อหาเงินมาชำระหนี้

7.4 ขายทรัพย์สินใหญ่ทิ้ง เพื่อลดภาระทางการเงิน

7.5 หยุดชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อสะสมเงินชำระคืนในภายหลัง (ส่งผลต่อเครดิตทางการเงินอย่างร้ายแรง)

นอกจากนี้ เราอาจใช้วิธีการหารายได้เพิ่ม สมทบไปกับการลดภาระหนี้สินด้วยก็ได้ เพื่อทำให้หนี้หมดได้เร็วขึ้น 

โดยอาจหารายได้พิเศษจากการทำงานที่มีต้นทุนเพิ่มต่ำ อาทิ รับจ้างทำงานที่อาศัยความสามารถเดิมที่มีในปัจจุบัน หรืออาจลงทุนทำธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ โดยเน้นไปที่การลงทุนที่ใช้เงินทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาเร็ว ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายหนทาง 

แม้การปลดหนี้อาจต้องใช้เวลานาน และทำให้หลายคนรู้สึกท้อ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีภาระ ดูเหมือนการเป็นหนี้ จะทำให้เราถึงเป้าหมายได้ช้ากว่าคนอื่น

แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะหากคนที่เป็นหนี้อดทนแก้ไขปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ในท้ายที่สุด โมเมนตัมของความพยายาม รวมถึงความรู้ความสามารถที่สะสมตลอดเวลาระหว่างต่อสู้กับปัญหา จะช่วยให้คุณเก่งขึ้น และเติบโตทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าคนบางคนที่ไม่ประสบปัญหา แต่ใช้ชีวิตเอ้อระเหยไปวันๆ

ตอนผมมีหนี้ ผมก็ยังลงทุนบ้านเช่าได้ ยังลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวได้ และออมเงินบางส่วนเพื่อลงทุนหุ้นได้

จริงอยู่ที่ในตอนเป็นหนี้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ จะถูกนำไปใช้หนี้ แต่เมื่อใช้หนี้หมด ทรัพย์สินที่สร้างขึ้นระหว่างที่เป็นหนี้ก็ยังคงอยู่ และเมื่อนั้น เงินได้จากอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ ก็จะกลายมาเป็นรายได้เพิ่ม และทำให้เรามั่งคั่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

คนที่มีปัญหาแล้วก้มหน้าก้มตาต่อสู้กับปัญหา ยังไงก็ชนะได้ครับ แค่ก้อนหินเล็กๆไม่กี่ก้อนในรองเท้า อย่าลืมเขี่ยมันทิ้งออกไปจากเส้นทางสู่ความมั่งคั่งนะครับ